Brad Smith – ผู้ผลักดันธรรมาภิบาล AI และความมั่นคงไซเบอร์

Brad Smith เป็นรองประธาน (Vice Chair) และอดีตประธาน (President) ของ Microsoft และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของโลกด้าน Digital Governance และ AI Governance ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะไม่ใช่วิศวกรผู้สร้างเทคโนโลยีโดยตรง แต่ Smith ได้กำหนดบทบาทใหม่ของบริษัทเทคโนโลยีว่าไม่ควรเป็นเพียง “ผู้พัฒนาเทคโนโลยี” หากต้องเป็น “ผู้ร่วมกำกับดูแลระบบดิจิทัลของสังคม” (co-governor of the digital ecosystem) ผ่านการร่วมออกแบบกฎเกณฑ์ สถาบัน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาไปในทิศทางที่สร้างคุณค่าต่อสังคม คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และรักษาความไว้วางใจของสาธารณะ (Microsoft, 2018; Smith, 2019)

Smith เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1959 ที่เมือง Milwaukee รัฐ Wisconsin ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Woodrow Wilson School of Public and International Affairs มหาวิทยาลัย Princeton และปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (J.D.) จาก Columbia Law School เขาเริ่มต้นอาชีพด้านกฎหมายกับสำนักงานกฎหมาย Covington & Burling ก่อนเข้าร่วม Microsoft ในปี ค.ศ. 1993 และดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ได้แก่ General Counsel (2002) President (2015–2022) และ Vice Chair (2022–ปัจจุบัน) โดยมีบทบาทกำหนดนโยบายสาธารณะของ Microsoft ในประเด็น Cybersecurity, Privacy, Digital Rights, Artificial Intelligence, Responsible Innovation และ Digital Diplomacy (Smith, 2019)

ผลงานที่สะท้อน Governing the Digital World Capability

1. Digital Geneva Convention

ในปี ค.ศ. 2017 Smith เสนอแนวคิด Digital Geneva Convention โดยเปรียบเทียบว่า โลกไซเบอร์ควรมีกติกาคล้ายกับ Geneva Convention ที่คุ้มครองพลเรือนในช่วงสงคราม ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ รัฐไม่ควรโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของพลเรือน บริษัทเทคโนโลยีควรทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยดิจิทัล” (digital first responders) และควรมีความร่วมมือระหว่างรัฐบาล บริษัท และองค์กรระหว่างประเทศในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ (Smith, 2019)

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของบริษัทเทคโนโลยีจากผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้ร่วมออกแบบกติกาของระบบดิจิทัลโลก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการกำกับดูแลแบบพหุศูนย์กลาง (polycentric governance) ที่เสนอว่าปัญหาที่ซับซ้อนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน (Ostrom, 2010)

2. Responsible AI

Smith เป็นผู้นำในการผลักดันกรอบ Responsible AI ภายใน Microsoft โดยกำหนดหลักการสำคัญ ได้แก่ Fairness, Reliability and Safety, Privacy and Security, Inclusiveness, Transparency และ Accountability ซึ่งถูกนำมาใช้ทั้งในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การกำกับดูแลภายในองค์กร และการสนับสนุนมาตรฐานระดับนานาชาติ (Microsoft, 2018) หลังการเติบโตของ Generative AI Microsoft ยังได้จัดตั้งกลไก AI Governance เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนเปิดตัวระบบ AI ใหม่ และสนับสนุนให้เกิดกฎหมายที่กำหนดความรับผิดชอบของผู้พัฒนา AI (Microsoft, 2023)

3. Privacy และ Digital Rights

หลังเหตุการณ์การเปิดเผยข้อมูลของ Edward Snowden Smith ผลักดันให้ Microsoft ยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มการเข้ารหัสข้อมูล และเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล (Smith, 2019)

ในหนังสือ Tools and Weapons เขาเสนอว่า เทคโนโลยีเป็นทั้ง “เครื่องมือ” และ “อาวุธ” ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีจึงต้องมาพร้อมกับกฎหมาย จริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม (Smith, 2019)

4. AI Governance

เมื่อ Generative AI กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโลก Smith เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิด AI Safety Standards, Independent Auditing, Risk-based Regulation, Human Oversight และ International Cooperation (Microsoft, 2023)

ข้อเสนอเหล่านี้สอดคล้องกับกรอบ Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence ของ UNESCO ซึ่งเน้นว่าการพัฒนา AI ต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการกำกับดูแลที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม (UNESCO, 2021)

5. ความร่วมมือระดับโลก

Smith มีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติด้าน AI และ Cybersecurity ทั้งผ่านเวที OECD, สหประชาชาติ และความร่วมมือกับรัฐบาลหลายประเทศ โดยเสนอว่าการกำกับดูแล AI ไม่สามารถดำเนินการโดยรัฐหรือบริษัทเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัย Global Digital Governance ที่มีหลักการร่วมในระดับโลก ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศสามารถประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง (Microsoft, 2023; Smith, 2024) แนวคิดดังกล่าวสะท้อนกรอบ Responsible Innovation ซึ่งเสนอว่า การกำกับดูแลเทคโนโลยีควรเกิดควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม ผ่านการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และการคาดการณ์ผลกระทบต่อสังคม (Stilgoe et al., 2013)

กล่าวได้ว่า Brad Smith เป็นตัวแทนของ Governing the Digital World Capability เพราะเขาไม่ได้มุ่งเพียงพัฒนาเทคโนโลยี แต่มีบทบาทในการออกแบบ กฎเกณฑ์ สถาบัน และความร่วมมือ ที่ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI สามารถสร้างนวัตกรรมควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และผลประโยชน์สาธารณะในระดับโลก (Smith, 2019, 2024; Microsoft, 2023) บทเรียนสำคัญจากกรณีของ Smith คือ การกำกับดูแลระบบดิจิทัลไม่อาจอาศัยภาครัฐหรือภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว หากต้องอาศัยการสร้างกติกาที่สมดุลระหว่างนวัตกรรม ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจของสังคม ซึ่งเป็นรากฐานของการกำกับดูแลโลกดิจิทัลในศตวรรษที่ 21


เรียบเรียงโดย

ผศ. ดร.สุนทร คุณชัยมัง
ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ความรู้


References

Microsoft. (2018). The future computed: Artificial intelligence and its role in society. Microsoft.

Microsoft. (2023). Governing AI: A blueprint for the future. Microsoft.

Ostrom, E. (2010). Beyond markets and states: Polycentric governance of complex economic

systems. American Economic Review, 100(3), 641–672.

Smith, B. (2019). Tools and weapons: The promise and the peril of the digital age. Penguin

Press.

Smith, B. (2024). The future of AI governance: Building trust, safety, and shared responsibility. Microsoft Publishing.

Stilgoe, J., Owen, R., & Macnaghten, P. (2013). Developing a framework for responsible

innovation. Research Policy, 42(9), 1568–1580.

UNESCO. (2021). Recommendation on the ethics of artificial intelligence.

Categories: Articles