Muhammad Yunus – สร้างระบบการเงินของคนจนด้วย Microfinance–Microcredit
วิถีสมรรถนะ – Changing Systems
Muhammad Yunus คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของผู้นำที่สามารถ เปลี่ยนระบบ (Changing Systems) ในระดับสังคมผ่านการออกแบบสถาบัน (institutional innovation) และนวัตกรรมทางสังคม (social innovation) ความสำเร็จของ Yunus มิได้อยู่ที่การก่อตั้งธนาคารแห่งหนึ่งหรือการปล่อยสินเชื่อจำนวนมาก หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนสมมติฐานพื้นฐานของระบบการเงินที่มีมายาวนานว่า “คนจนไม่มีความน่าเชื่อถือทางเครดิต” เขาเสนอว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนจน แต่เกิดจากการออกแบบระบบการเงินที่กีดกันคนจนออกจากโอกาสในการเข้าถึงทุน (Yunus, 1999; Armendáriz & Morduch, 2010) กรณีของ Yunus จึงสะท้อนภาวะผู้นำเชิงระบบที่ไม่ได้แก้ปัญหาเป็นรายบุคคล แต่เปลี่ยน กติกา (rules) และ สถาบัน (institutions) ที่กำหนดพฤติกรรมของทั้งระบบ
Yunus เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ที่เมืองจิตตะกอง (Chittagong) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศบังกลาเทศ สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธากา และศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Vanderbilt University สหรัฐอเมริกา หลังจากกลับประเทศภายหลังสงครามประกาศเอกราชของบังกลาเทศในปี ค.ศ. 1971 เขาดำรงตำแหน่งอาจารย์และหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจิตตะกอง ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความยากจนและภาวะอดอยากอย่างรุนแรง (Yunus, 1999)
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1976 เมื่อ Yunus ลงพื้นที่หมู่บ้านโจบรา (Jobra) และพบว่าชาวบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิง มีทักษะในการประกอบอาชีพ แต่ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจำนวนเพียงเล็กน้อย จึงต้องกู้ยืมจากพ่อค้าคนกลางในอัตราดอกเบี้ยสูงและตกอยู่ในวงจรหนี้สินอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจ เขาพบว่าการช่วยเหลือชาวบ้าน 42 คน ต้องใช้เงินเพียง 856 ตากา หรือประมาณ 27 ดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น ประสบการณ์นี้ทำให้เขาตั้งคำถามต่อเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่อธิบายการพัฒนาในระดับมหภาค แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ความยากจนของผู้คนในชีวิตจริงได้ (Yunus, 1999)
ในช่วงทศวรรษ 1970 ระบบธนาคารของบังกลาเทศกำหนดให้ผู้กู้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีประวัติทางการเงิน และสามารถพิสูจน์ความสามารถในการชำระหนี้ได้ ภายใต้กติกาดังกล่าว คนจน โดยเฉพาะผู้หญิงในชนบท จึงถูกตัดออกจากระบบการเงินโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีความสามารถในการประกอบอาชีพและมีความตั้งใจในการชำระหนี้ก็ตาม (Armendáriz & Morduch, 2010; Ledgerwood, 2013)
Yunus มองเห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนจน แต่เกิดจากการออกแบบของระบบการเงิน เขาเสนอว่า “Credit is a fundamental human right.” (Yunus, 1999) ข้อเสนอนี้สะท้อนการเปลี่ยนกรอบคิดจากการมองสินเชื่อเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ไปสู่การมองว่าเป็นโอกาสพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง Yunus เปลี่ยนคำถามจาก “ทำไมคนจนกู้เงินไม่ได้” ไปสู่ “ทำไมระบบธนาคารจึงถูกออกแบบให้คนจนกู้เงินไม่ได้” การเปลี่ยนคำถามเช่นนี้เป็นลักษณะสำคัญของการคิดเชิงระบบและการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน (Armendáriz & Morduch, 2010)
แทนที่จะพยายามให้ธนาคารแบบดั้งเดิมผ่อนปรนกฎระเบียบ Yunus เลือกสร้าง ระบบใหม่ ขึ้นมา โดยมีจุดคานงัดสำคัญหลายประการ ได้แก่ ยกเลิกหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยใช้ความไว้วางใจและความรับผิดชอบร่วมกันเป็นหลักประกันแทน (Yunus, 1999) ใช้กลุ่มผู้กู้เป็นกลไกกำกับดูแล สมาชิกในกลุ่มติดตามและสนับสนุนกันเอง ทำให้ต้นทุนการกำกับดูแลลดลง ขณะที่อัตราการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง (Dowla & Barua, 2006) มุ่งเน้นผู้หญิงเป็นผู้กู้หลัก เนื่องจากพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มนำรายได้ไปลงทุนด้านการศึกษา สุขภาพ และความเป็นอยู่ของครอบครัวมากกว่าผู้ชาย (Yunus, 1999; Ledgerwood, 2013) ออกแบบบริการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนจน เช่น การผ่อนชำระรายสัปดาห์ การให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พบลูกค้า และการพัฒนาบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน (Ledgerwood, 2013)
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า Yunus ไม่ได้เปลี่ยนเพียง “ผลิตภัณฑ์” ทางการเงิน หากเปลี่ยน ตรรกะของระบบการเงิน ทั้งระบบ (Armendáriz & Morduch, 2010) ในปี ค.ศ. 1983 Grameen Bank ได้รับการจัดตั้งเป็นธนาคารอย่างเป็นทางการภายใต้กฎหมายของบังกลาเทศ ความสำเร็จของ Grameen Bank ไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาหรือผลกำไร หากอยู่ที่การสร้าง สถาบันใหม่ ที่เปิดโอกาสให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ต่อมาแนวคิด Microfinance ได้รับการเผยแพร่ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และกลายเป็นต้นแบบของโครงการสินเชื่อรายย่อยในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา (Armendáriz & Morduch, 2010; Ledgerwood, 2013)
Yunus ยังต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปสู่ Social Business ซึ่งเสนอว่าธุรกิจสามารถดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมได้โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งแสวงหากำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว (Yunus, 2007, 2017) แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนากิจการเพื่อสังคม (social enterprise) และการเงินเพื่อการพัฒนาในหลายประเทศ ตลอดหลายทศวรรษ Grameen Bank ให้บริการลูกค้านับล้านราย โดยผู้กู้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในชนบท และกลายเป็นต้นแบบของการเงินเพื่อการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ (Dowla & Barua, 2006)
ในปี ค.ศ. 2006 Muhammad Yunus และ Grameen Bank ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนผู้ยากจน และแสดงให้เห็นว่าการลดความยากจนเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน (Nobel Foundation, 2006)
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในเวลาต่อมาชี้ให้เห็นว่า Microfinance มิใช่คำตอบของความยากจนในทุกบริบท ผลลัพธ์ของโครงการขึ้นอยู่กับการออกแบบสถาบัน กฎเกณฑ์ คุณภาพของการกำกับดูแล และบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ (Bateman, 2010; Armendáriz & Morduch, 2010) ข้อวิพากษ์ดังกล่าวมิได้ลดทอนคุณูปการของ Yunus หากสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องและปรับให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสังคม
กรณีของ Muhammad Yunus แสดงให้เห็นว่า Changing Systems มิได้หมายถึงการเพิ่มทรัพยากรหรือขยายโครงการช่วยเหลือ หากหมายถึงการตั้งคำถามต่อสมมติฐานเดิมของระบบ และออกแบบกติกา สถาบัน และความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเป็นธรรม Yunus ไม่ได้พยายามทำให้คนจน “เหมาะสม” กับระบบธนาคาร หากทำให้ระบบธนาคาร “เหมาะสม” กับชีวิตของคนจน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการออกแบบสถาบันที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง
เรียบเรียงโดย
ผศ. ดร.สุนทร คุณชัยมัง
ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ความรู้ (ICIK)
สิงหาคม 2569
References
Armendáriz, B., & Morduch, J. (2010). The economics of microfinance (2nd ed.). MIT Press.
Bateman, M. (2010). Why doesn’t microfinance work? The destructive rise of local
neoliberalism. Zed Books.
Dowla, A., & Barua, D. (2006). The poor always pay back: The Grameen II story. Kumarian
Press.
Ledgerwood, J. (2013). The new microfinance handbook: A financial market system
perspective. World Bank.
Nobel Foundation. (2006). The Nobel Peace Prize 2006.
Yunus, M. (1999). Banker to the poor: Micro-lending and the battle against world poverty.
PublicAffairs.
Yunus, M. (2007). Creating a world without poverty: Social business and the future of
capitalism. PublicAffairs.
Yunus, M. (2017). A world of three zeros: The new economics of zero poverty, zero
unemployment, and zero net carbon emissions. PublicAffairs.
